การวัดและการทดสอบโปรตีนในถุงมือแพทย์ เพื่อป้องกันการแพ้โปรตีน

โปรตีนในถุงมือแพทย์

ถุงมือยางธรรมชาติ หรือถุงมือแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้ง ป็นผลิตภัณฑ์ที่พบบ่อยว่ามีปริมาณของโปรตีนตกค้างอยู่และพบว่าในบางบุคคลมีอาการแพ้โปรตีน โดยเมื่อสวมถุงมือแพทย์แล้วจะมีอาการ ตั้งแต่การแสบคัน เกิดผื่นแดง หรือเป็นลมพิษ ไปจนถึงอาการแพ้ขั้นรุนแรง แต่ทราบหรือไม่ว่า ในถุงมือยางแพทย์ ทั้งชนิดมีแป้งและชนิดไม่มีแป้งนั้น ได้มีการป้องกันและ ทดสอบไม่ให้มีปริมาณของโปรตีนมีมากจนเกิดอาการแพ้ เพื่อให้ผู้ใช้ถุงมือยางธรรมชาติมั่นใจในการใช้ถุงมือชนิดนั้นๆนั่นเอง

ก่อนอื่นเรามาเริ่มกันที่อาการการแพ้โปรตีนนั่นจะเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทางด้วยกันและอาการส่วนมากที่พบก็จะเป็นอาการของการเกิดผื่นแดง เป็นลมพิษ อาการหอบหืด ไปจนถึงอนาฟาลาซิสเลยทีเดียว และจากการศึกษาของสมาคมโรคภูมิแพ้ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า อาการแพ้โปรตีน ในถุงมือยางธรรมชาตินั่นเกิดได้จากการที่สารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธีได้แก่

1) ทางผิวหนัง แน่นอนว่าผิวหนังจะต้องสัมผัสกับถุงมือยางธรรมชาติหรือถุงมือแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้ง เป็นขั้นแรก และเชื่อไหมครับว่านี่เป็นปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายมากที่สุด จะเกิดขึ้นเมื่อถุงมือสัมผัสกับพื้นที่เปียกชื้นของร่างกายทำให้อาจมีการซึ่มของโปรตีนเข้าสู่ทางผิวหนังทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดงเป็นต้น

2) ทางระบบหายใจ เกิดมากโดยเฉพาะถุงมือแพทย์ชนิดมีแป้ง เนื่องจากว่าการที่ใช้แป้งเพื่อป้องกันการติดกันของถุงมือจะดูดซัมโปรตีน จากถุงมือที่ผลิตโดยยางธรรมชาติ และเมื่อมีการใช้ถุงมืออนุภาคเหล่านั้นอาจหลุดลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทำให้บริเวณใกล้เคียงหากมีการหายใจจะทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับโปรตีนไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ

3) การสัมผัสกับเยื่อบุภายในเยื่อบิมิวคัส กรณีนี้จะเกิดเฉพาะการได้รับการผ่าตัดจะเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงมากเนื่องจากการสัมผัสกับถุงมือยางระหว่างการทำการผ่าตัด ดังนั้นหากตัวท่านมีอาการแพ้โปรตีนจากยางธรรมชาติควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งที่มีการรับการรักษา

โดยในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าโปรตีนชนิดใดที่เป็นตัวการทำให้เกิดการแพ้อย่างแท้จริง แต่จากข้อมูลในขั้นต้นทำให้ผู้ใช้งานถุงมือยางรวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดอาการระแวง ทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงและหันไปใช้ถุงมือยางสังเคราะห์ เช่นถุงมือไนไตรแทน ซึ่งในตัวถุงมือยางสังเคราะห์ก็จะไม่มีโปรตีนชนิดใดๆอยู่ดังนั้นนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนแพ้โปรตีนจากยางธรรมชาติควรจะเลือกใช้

แต่จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในสมัยก่อนอาจมีอาการแพ้แบบรุนแรงของโปรตีนจริงเนื่องจากว่าอาจจะยังไม่มีมาตรการควบคุมปริมาณของโปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติชนิดนั้นๆ แต่ในปัจจุบันได้มีการควบคุมและตรวจสอบถุงมือยางธรรมชาติก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการขายกับผู้บริโภค หากถุงมือแพทย์ที่ท่านใช้งานได้ผ่านการตรวจสอบปริมาณโปรตีนที่จะอยู่ในถุงมือยางธรรมชาตินั้นๆ จะมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำและมีป้องกันการแพ้ยาง หรือแพ้งแป้งได้ดีครับ

ในวันนี้เราจะมาพูดคุยกันในส่วนของวิธีการทดสอบถุงมือแพย์จากยางธรรมชาติ โดยทำการทดสอบหาโปรตีนกันนั่นเอง

การตรวจสอบโปรตีน

วิธีการตรวจสอบโปรตีนที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้อยู่ 2 วิธี คือ

1. การวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนที่สกัดได้ทั้งหมด

2. การประเมินความสามารถในการก่อให้เกิดอาการแพ้โดยตรงหรือปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการแพ้

โดยมีรายละเอียดในการวิเคราะห์ต่างๆดังนี้ การวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนที่สกัดได้ทั้งหมด : การวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้จะเป็นการวิเคราะห์โปรตีนที่สกัดได้ทั้งหมด โดยไม่สามารถแบ่งแยกว่ามีโปรตีนชนิดใดบ้าง แล้วชนิดไหนทำให้เกิดการแพ้ โดยในปัจจุบันจะมีวิธีการวิเคราะห์อยู่ 3 วิธีโดยเลือกวิธีการทดสอบแค่วิธีการทดสอบชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้

การวิเคราะห์โดยการเทียบสี (Colorimetric analysis)

จะแบ่งออกเป็นอีก 2 วิธีได้แก่

1) Modified Lowry คือการวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ เช่นถุงมือยางธรรมชาติ โดยจะมีขั้นตอนในการทดสอบดังนี้

  • การสกัดโปรตีน (Protein Extraction) จะเป็นการนำถุงมือยางธรรมชิเข้าสู่กระบวนการสกัดโปรตีนด้วยกรดทำให้โปรตีนเกิดการตกตะกอน
  • การตกตะกอนโปรตีน (Protein Precipitation) เมื่อมีการตกตะกอนของโปรตีนแล้วจะทำการกรองตะกอนแยกออกจากกรดโดยการละลายด้วยอัลคาไลน์ เพื่อทำการทดสอบหาปริมาณโปรตีนต่อไป
  • การหาปริมาณโปรตีน (Protein Quantitation) จะทำการทดสอบด้วย Colorimeter โดยจะทำปฏิกิริยากับพวก Copper เป็นต้นซึ่งหากเป็นโปรตีนแล้วในส่วนนี้จะได้สารสีน้ำเงินออกมา จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการวัดแสงต่อไป

2) Bradford assay คือวิธีวิเคราะห์หาโปรตีนโดยอาศัยหลักการความสุมดุลระหว่าง Coomassie Brillant Blue G-250 และการรวมตัวกันของ Coomassie Brillant Blue G-250 กับโปรตีนแบบเฉพาะเจาะจง โดย Coomassie Brillant Blue G-250 เมื่ออยู่ภายใต้สภาวะกรดเข้มข้นจะให้สีน้ำตาลแดงอ่อนๆออกมา และเมื่อมีการทำปฏิกิริยากับโปรตีนจะให้สีน้ำเงิน ซึ่งในการทดสอบหากยิ่งมีปริมาณของกรดอะมิโนมากเท่าใด การเกิดสีก็จะทำได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น และจากนั้นจะเป็นการนำไปวัดการดูดกลืนคลื่นแสงต่อไป

ซึ่งจากการทดสอบเปรียบเทียบกันทั้ง 2 วิธี สามารถทำได้อย่างง่ายพอๆกันแต่เนื่องจากวิธีที่ 2) Bradford assay จะมีข้อเสียตรงที่หากมีการรบกวนของสารอื่นที่ไม่ใช่โปรตีนการทดสอบอาจจะทำให้ดูกราฟของการดูดกลืนคลื่นแสงไม่ค่อยชัดดังนั้นทำให้วิธี Modified Lowry ได้รับความนิยมในการทดสอบมากกว่านั่นเอง

การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโครมาโตกราฟี (Chromatographic analysis)

คือการวิเคราะห์หาปริมาณของกรดอะมิโนแต่ละชนิดด้วยเครื่อง High Performance Luquid Charomatography (HPLC) โดยที่ปริมาณของโปรตีนจะเท่ากับกรดอะมิโนทั้งหมดแบ่งวิธีการออกเป็น 2 วิธี คือ

การวิเคราะห์กรดอะมิโนโดยใช้ HPLC จะเป็นการวิเคราะห์โปรตีนและเปปไทด์โดยอาศัยการหาปริมาณของกรดอะมิโน การหาความเข้มข้นของสารละลายเปปไทด์ การจับตัวของโปรตีนกับแอนติบอดี้และการวิเคราะห์ปลายสายโปรตีนโดยการย่อยของเอนไซม์ มี 4 ขั้นตอนดังนี้

1. ไฮโดรไลซิส วิธีการไฮโดรไลซิสหรือที่เรียกว่าการทำให้โปรตีนแตกตัว ไฮโดรไลซิสจะทำลายพันธะเปปไทด์และให้กรดอะมิโนอิสระ

2. การแยก โดยใช้คอลัมน์โครมาโตกราฟี วิธีนี้จะต้องทำการเตรียมคอลัมน์สำหรับการแยกสารโดยคอลัมน์จะมีลักษณะแตกต่างตามการใช้งาน

3. การสร้างอนุพันธ์ ด้วยสารที่มีสีเพื่อช่วยในการแยก เนื่องจากการแยกในบางครั้งจะปรากฏพีกที่ซ้อนทับกันค่อนข้างซับซ้อน ทำให้ต้องมีการเติมสีเพื่อช่วยให้เครื่องอ่านพีกของสารได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

4. การวิเคราะห์ตำแหน่งของพีกของกรดอะมิโนแต่ละตัว จะเป็นการนำตำแหน่งพีกของกรดอะมิโนที่ได้มาเทียบกับตำแหน่งพีกกรดอะมิโนมาตรฐานจะสามารถบอกได้ว่าเป็นกรดอะมิโนชนิดใด และสามารถนำไปคำนวณปริมาณกรดอะมิโนได้จากพื้นที่ใต้กราฟ เมื่อนำปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมดมารวมกันจะได้ปริมาณโปรตีน

การทดสอบภูมิคุ้มกัน (Immunoassay) เป็นวิธีการหาโปรตีนแอนติเจนโดยอาศัยหลักการการเกิดอันตรกิริยาเฉพาะเจาะจงระหว่างโปรตีนกับโปรตีน โดยวิธีการนี้จะมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่าหากมีปริมาณของโปรตีนที่ต่ำมากๆจะเกิดความผิดพลาดขึ้น และต้องใช้แอนติบอดี้ที่มีความเฉพาะเจาะจง และยังมีปัญหาเนื่องจากชนิดของโปรตีนจากน้ำยางธรรมชาติซึ่งได้มาจากน้ำยางหลายชนิด ทำให้มีความแตกต่างกันสูงมาก ทำให้วิธีนี้จะไม่เหมาะสมสำหรับในการหาปริมาณของโปรตีนซักเท่าใด

Right001

การประเมินความสามารถในการก่อให้เกิดการแพ้โปรตีนในถุงมือยางโดยตรงหรือปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการแพ้

จะสามารถทำได้ทั้งหมด 2 วิธี คือการทดสอบทางคลินิกหรือทางผิวหนัง และการทดสอบทางเซรุ่มวิทยาหรือทางเลือด

  • การทดสอบทางคลินิก การทดสอบทางผิวหนังมี 4 ชนิดด้วยกันคือ การขูด การจิ้ม การฉีดยาใต้ผิวหนังและการแปะสารที่ผิวหนัง โดยสามชนิดแรกจะใช้สารสกัดที่สงสัยว่าจะแพ้มาทำการทดสอบที่ผิวหนังเพื่อดูว่าร่างกายเกิดปฏิกิริยาการแพ้ต่อโปรตีนหรือไม่ โดยจากการทดสอบในแต่ละชนิดมีวิธีทดสอบที่แตกต่างกันตรงวิธีการนำสารสกัดเข้าสู่ผิวหนัง ปกติแล้วจะทำการทดสอบที่แขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นดูผลของปฏิกิริยาประมาณ 10-20 นาที ถ้ามีตุ่ม ผื่นแดงๆ แสดงว่าเกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อโปรตีน และอาจจะมีการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้แน่ใจว่ามีอาการแพ้อย่างแท้จริงนั่นเอง
  • การทดสอบทางเซรุ่มวิทยาหรือทางเลือด การทดสอบชนิดนี้ทำได้หลากหลายวิธีมากๆเช่น การวัดความเข้มข้นของอิมมูโนกลอบินอี (lge) ทั้งหมดในเลือด เพื่อหาว่าผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่นั่นเอง และอาจจะทำให้ทราบโรคอีกหลายหลากชนิดอีกด้วย โดยวิธีการประเมินความสามารถในการก่อให้เกิดการแพ้นี้จะเฉพาะเจาะจงสำหรับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้จากน้ำยางธรรมชาติมากกว่าวิธีวิเคราะห์โปรตีนที่สกัดได้และจากการทดสอบจะทำให้ทราบว่าการทดสอบโดยตรงกับผิวหนังจะให้ผลที่แน่นอนที่สุดอีกด้วย
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะพบว่ากระบวนการวัดปริมาณโปรตีนในถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาตินั่นไม่ง่ายเลย แต่กระบวนการเหล่านี้จะช่วยลดความกังวลเรื่องการแพ้ยางธรรมชาติ (โปรตีนในยางธรรมชาติ)ได้มากทีเดียว  หากท่านผู้อ่านสนใจถุงมือแพทย์ราคาถูก ถุงมือไนไตรราคาถูก สามารถขอตัวอย่างได้โดยตรงกับทางบริษัทฯครับ

@@@ สงวนลิขสิทธิ์บทความ ห้ามทำซ้ำ ด้วยวิธีการใดๆ ลงในสื่อใดๆทั้งสิ้น @@@

@@@ หากพบ จะดำเนินคดีตามกฏหมาย @@@

Similar Posts

  • ถุงมือยางกับผลกระทบเพราะไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้

    คาดว่าคุณผู้อ่านคงทราบว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค 2556 เวลาประมาณ 19.00 น. ได้เกิดไฟดับพร้อมกันในทุกพื้นที่ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้เกิดความตื่นตระหนกและความเสียหาย และมีผลในด้านอื่นๆตามมาอีกมาก หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาต่างๆหลายแง่มุมไปแล้ว ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ตามแหล่่งต่างๆครับ ในข่าวที่ปรากฏออกมาบังเอิญมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับถุงมือยางด้วย และเนื่องจากเวป Siamglove.com เป็นศูนย์จัดจำหน่ายถุงมือไนไตร ถุงมือแพทย์ จึงขออนุญาติสนใจเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับถุงมือยางมาวิเคราะห์กันนะครับ ข่าวจากสำนักข่าวไทย ในวันที่ 22 พ.ค ระบุว่าทาง เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการประเมินความเสียหาย จากปัญหาไฟฟ้าดับพร้อมกันในทุกพื้นที่ของ 14 จังหวัดภาคใต้ พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง (รวมไปถึงถุงยางอนามัย) ที่มีโรงงานผลิตหลายโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก เนื่องจากโรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะดำเนินการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

  • ถุงมือไนไตร : แล้วคุณจะลืมเรื่องการแพ้ยางไปเลย!

    สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ก็คือถุงมือยาง หรือถุงมือแพทย์ตามแต่จะเรียก คุณคงรู้ทันทีเลยว่าถุงมือแพทย์มีหน้าที่ป้องกันอันตรายขอเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย ดังนั้นการเลือกใช้ถุงมือยางที่ดีที่สุด ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะได้ถุงมือที่สามารถป้องกันมือได้ดีที่สุด หนึ่งในถุงมือแพทย์นอกจากถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติแล้ว ก็คือถุงมือไนไตร ถุงมือยางในท้องตลาดทุกวันนี้มีมากมายหลายยี่ห้อ หลายแบบ แน่นอนครับ มันอาจจะยากสำหรับคุณ สำหรับผมในการที่จะเลือกซื้อถุงมือดีๆสักคู่ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอันไหนดีที่สุด เพราะในการจะตัดสินใจเลือกซื้อสักครั้ง ก็จะมีปัจจัยต่างๆที่ต้องนำมาพิจารณา แน่นอนครับ หลักๆก็ได้แก่ ระดับการป้องกันที่เราต้องการ, ถุงมือฟิตพอดีมือไหม? และท้ายสุดคือ ราคาเท่าไหร่ (อันนี้ก็สำคัญไม่น้อย) ถุงมือยางธรรมชาติบางทีอาจก่อให้เกิดปัญหาอาการแพ้ ซึ่งมีหลายระดับตั้งแต่น้อย(ผื่นคัน) ไปจนถึงมาก(ช็อค หมดสติ) ดังนั้นในปัจจุบัน ผู้ใช้จึงหันมานิยมใช้ถุงมือไนไตรหรือถุงมือไวนิลกันมากขึ้น เนื่องจากถุงมือไนไตรและถุงมือไวนิลเป็นถุงมือจำพวก Latex Free คือไม่มีส่วนผสมของยางธรรมชาติ ทำให้มีความปลอดภัยจากการแพ้ยางธรรมชาติ

  • ถุงมือยางไนไตร: สุดยอดถุงมือเพื่องานเบาๆ ไปจนถึง งานโหดดดด!

    ในสาขาอาชีพทางการแพทย์ สิ่งที่เริ่มจะเข้ามาเกี่ยวข้องและสำคัญก็คือถุงมือยางไนไตร เนื่องจากคุณสมบัติที่สามารถป้องกันมือจากการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อการใช้งานที่ได้ประสิทธิผลสูงสุด เราควรเลือกซื้อถุงมือไนไตรที่ดีที่สุด ในตลาดมีถุงมือแพทย์อยู่หลายชนิด แต่ที่เหนียว แข็งแรงและดีที่สุด (อย่างน้อยก็เวลานี้) ก็คือถุงมือยางไนไตร ในตลาดเราจะพบเห็นถุงมือหลากหลายแบบที่คล้ายถุงมือยางไนไตร ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาก่อนซื้อถุงมือยางไนไตรก็คือ เราต้องการถุงมือที่มีความสามารถปกป้องมือเราได้ดีขนาดไหน เช็คความต้องการระดับการป้องกันมือเราก่อนที่จะซื้อนะครับ จากนั้นก็ตรวจสอบถุงมือว่า สวมใส่พอดีมือไหม เสร็จแล้วก็ตรวจสอบว่าถุงมือไนไตรราคาถูกตามที่เราต้องการหรือเปล่า อย่าพิจารณาเรื่องราคาถุงมือไนไตรก่อนเรื่องอื่นนะครับ ถ้าทำอย่างนั้นเราอาจได้ถุงมือยางไนไตรราคาถูกมาก็จริง แต่ถุงมือไนไตรที่ได้มา อาจไม่สามารถใช้งานได้ตามความต้องการก็ได้

  • ถุงมือแพทย์ชนิดมีแป้ง : ควรใช้หรือไม่

    ถุงมือแพทย์ ปกติทางเวป siamglove.com ไม่ค่อยได้เขียนบทความเกี่ยวกับถุงมือแพทย์ชนิดมีแป้ง มากนัก เพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกับถุงมือแพทย์ชนิดนี้มากแล้ว เพราะพบเห็นได้มากที่สุดทั้งในโรงพยาบาล โรงงาน ร้านขายยา เพราะเป็นถุงมือที่ใช้กันในวงกว้าง แม้ว่าเมื่อเทียบระหว่างถุงมือแพทย์แบบมีแป้ง (Powdered) กับถุงมือแพทย์แบบไม่มีแป้ง (Powder Free) จะดูเหมือนถุงมือแพทย์แบบไม่มีแป้งจะดีกว่าเกือบทุกด้าน แต่ราคาสูงกว่าเท่านั้น แต่จริงๆ ถุงมือแพทย์แบบมีแป้งก็มีข้อดีอยู่หลายข้อทีเดียวครับ ถุงมือแพทย์เหมือนกับถุงมือแพทย์แบบไม่มีแป้งอย่างไร…

  • ถุงมือแพทย์: ดีอย่างไร

    คุณผู้อ่านครับ สมมุติว่าวันนี้คุณได้งานใหม่ ต่ำแหน่งใหม่ หน้าที่ใหม่ และหน้าที่นี้คุณต้องเรียนรู้เรื่องถุงมือยาง เพราะคุณต้องสวมถุงมือแพทย์ตลอดเวลา คุณทราบไหมครับว่าถุงมือแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยางธรรมชาติ หรือถุงมือไนไตรก็ดีมีใช้กันมานานแล้ว โดยเฉพาะถุงมือแพทย์มีการใช้มาร่วมๆ 100 ปีแล้ว และสมัยนั้นก็มีการใช้ถุงมือกันทั่วๆไป (คล้ายปัจจุบันนี่แหละครับ) ถุงมือยางธรรมชาติ (Latex gloves) เป็นสิ่งที่ปกป้องมือคุณจากอันตรายต่างๆ ในหลายๆด้าน ได้อย่างดีเลยครับ ไม่ว่าคุณจะทำงานในโรงพยาบาล คลีนิค ที่ต้องสำผัสกับคนไข้ ห้องแลปทางการแพทย์ หรือแม้ว่า ถ้าคุณไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม คุณอาจต้องใช้ถุงมือแพทย์ หรือถุงมือธรรมชาติในไลน์การผลิต หรือในห้องแลป ผมเชื่อว่าหลายๆครั้ง คุณคงถามตัวเองว่า เอ…ฉันจะสวมถุงมือแบบไหนเพื่อป้องกันดี? ถุงมือแต่ละประเภทถูออกแบบมาใช้ในงานที่แตกต่างกันครับ งานหนัก งานเบา งานที่ควรใช้ถุงมือที่ทนทาน หรือบาง หรือหนา การเลือกใช้ถุงมือที่ถูกต้อง เป็นเป็นการป้องกันมือและช่วยในการทำงานได้ดีที่สุด ถุงมือยางธรรมชาติมีข้อดีคือมีความยืดหยุ่นมากกว่าถุงมือชนิดอื่น เนื่องจากเป็นถุงมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ทำงานเหมือนกับมือเปล่ามากที่สุด แต่ก็สามารรถป้องกันมือเราจากเชื้อโรคและสารเคมีได้อย่างดีเยี่ยม คุณสมบัติเด่นของถุงมือยาง ชนิดถุงมือแพทย์คือ มีความยืดหยุ่น คล่องตัว สวมได้ทั้งซ้ายและขวา คุณสามารถสวมใส่ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาดูเลยว่า มันเป็นข้างไหน ซ้ายหรือขวา มันพอดีกับมือไหม (เพราะมันมีความยืดหยุ่นในตัว) ปัจจุบันมีร้านที่จำน่ายถุงมือแพทย์ราคาถูก โดยมีจำหน่ายถุงมือหลายชนิดให้เลือกมากมาย…

  • ถุงมือไนไตร : ทนสารเคมีได้ดีกว่า

    ถุงมือไนไตร : ทนสารเคมีอะไรได้บ้าง หากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของทางเวป siamglove.com มาโดยสม่ำเสมอ จะทราบว่าถุงมือไนไตรจะมีข้อแตกต่างจากถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติหลายๆด้านเช่น เหนียวกว่า แข็งแรงกว่า ทนทานกว่า ป้องกันการแพ้ได้ดีกว่าเป็นต้น แต่โดยหลักๆแล้ว เรามักจะใช้ถุงมือไนไตร เพื่อป้องกันการอาการแพ้ และจำเป็นต้องใช้งานที่ต้องสัมผัสสารเคมี กรด เบส แอลกอฮอล์ น้ำมัน ไขมันต่างๆ ทางเวปได้เคยเขียนบทความถึงข้อจำกัดของถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โปรตีนที่อยู่ในยางธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดการแพ้แก่ผู้สวมใส่บางคน ซึ่งโปรตีนนั้นในอาจสัมผัสร่างกายของผู้สวมใส่ได้ทั้งทางผิวหนังและทางระบบหายใจ หากผู้ที่มีอาการแพ้โปรตีนสวมใส่ ก็อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในระดับต่างๆ ตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งมีตั้งแต่ เป็นผื่นแดง คัน เป็นตุ่ม จนถึงอาการหืดหอบ หรือช๊อกได้ นอกจากขจัดปัญหาเรื่องการแพ้ยางแล้ว ถุงมือไนไตร ยังทนต่อสารเคมีได้มากชนิดทั้งกรด เบส ไขมัน น้ำมันต่างๆ ซึ่งหากนำถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติไปสัมผัส อาจเกิดการละลายได้ (หากสารละลายนั้นเข้มข้นเกินไป)