ถุงมือยางไนไตร: สุดยอดถุงมือเพื่องานเบาๆ ไปจนถึง งานโหดดดด!

ในสาขาอาชีพทางการแพทย์ สิ่งที่เริ่มจะเข้ามาเกี่ยวข้องและสำคัญก็คือถุงมือยางไนไตร เนื่องจากคุณสมบัติที่สามารถป้องกันมือจากการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อการใช้งานที่ได้ประสิทธิผลสูงสุด เราควรเลือกซื้อถุงมือไนไตรที่ดีที่สุด ในตลาดมีถุงมือแพทย์อยู่หลายชนิด แต่ที่เหนียว แข็งแรงและดีที่สุด (อย่างน้อยก็เวลานี้) ก็คือถุงมือยางไนไตร

ในตลาดเราจะพบเห็นถุงมือหลากหลายแบบที่คล้ายถุงมือยางไนไตร ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาก่อนซื้อถุงมือยางไนไตรก็คือ เราต้องการถุงมือที่มีความสามารถปกป้องมือเราได้ดีขนาดไหน เช็คความต้องการระดับการป้องกันมือเราก่อนที่จะซื้อนะครับ จากนั้นก็ตรวจสอบถุงมือว่า สวมใส่พอดีมือไหม เสร็จแล้วก็ตรวจสอบว่าถุงมือไนไตรราคาถูกตามที่เราต้องการหรือเปล่า อย่าพิจารณาเรื่องราคาถุงมือไนไตรก่อนเรื่องอื่นนะครับ ถ้าทำอย่างนั้นเราอาจได้ถุงมือยางไนไตรราคาถูกมาก็จริง แต่ถุงมือไนไตรที่ได้มา อาจไม่สามารถใช้งานได้ตามความต้องการก็ได้

ในโรงพยาบาล แม้ว่าจะใช้ถุงมือแพทย์เป็นหลัก แต่การใช้ถุงมือแพทย์นานๆ ยางในถุงมืออาจก่อให้เกิดปฎิกิริยากับผิวหนังของผู้สวมใส่บางราย โดยอาจเกิดการแพ้ขึ้นได้ ผู้สวมใส่หลายๆราย เริ่มหันมาใช้ถุงมือประเภทลาเท็กซ์ฟรี คือไม่มียางเป็นส่วนผสม โดยมากเขาเหล่านั้นจะเริ่มเปลี่ยนมาใช้ถุงมือไนไตรเแทน

คุณสามารถ Search หาผู้จำหน่ายถุงมือไนไตรได้ทาง Internet ด้วยวิธีนี้แค่นั่งในห้องทำงาน ก็สามารถทราบแหล่งจำหน่าย และยังสามรถขอตัวอย่างมาทดลองได้ง่ายๆด้วยครับ

ถุงมือไนไตรที่จำหน่ายแบ่งออกเป็นถุงมือไนไตรชนิดมีแป้งและถุงมือไนไตรชนิดไม่มีแป้ง คุณสามารถขอตัวอย่างมาลองสวมใส่ว่า สวมใส่ง่ายหรือยาก ชนิดมีแป้งจะสวมใส่ง่ายกว่า แต่ชนิดไม่มีแป้งจะป้องกันปัญหาอันเกิดจากแป้งได้เด็ดขาด เช่นการแพ้แป้ง หรือป้องกันสิ่งสกปรกที่มีอยู่ในแป้งนั้นๆ

ถุงมือไนไตรมีข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ ขาดยาก เหนียวกว่าถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติ และยังไม่มีปัญหากับผู้ใช้ที่มีอาการแพ้ยางธรรมาติอีกด้วย นอกจากนี้ถุงมือยังทนทาน สามารถสวมได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้ถุงมือหรือกลัวว่าจะขาด

ไม่เพียงแต่ใช้ในด้านการแพทย์ เช่นในโรงพยาบาล คลีนิค ถุงมือยางไนไตร ยังสามารถใช้งานที่งานต่างๆ เช่น ในโรงงาน ในงานช่างไม้ ทาสี ทำสวน และอื่นๆ เพราะด้วยความเหนียวและแข็งแรง จึงสามารถป้องกันมือจากของมีคม น้ำยาเคมีรุนแรง และความร้อนอีกด้วย จึงเรียกได้ว่า เป็นถุงมือยางไนไตรที่ใช้ได้ในทุกกรณีทีเดียว

เราจัดจำหน่ายถุงมือไนไตรสีฟ้า ถุงมือไนไตรสีม่วง และสีต่างๆ สนใจ ติดต่อเราได้ตลอดเวลาครับ

สงวนลิขสิทธิ์บทความครับ

Similar Posts

  • ถุงมือยางชนิดถุงมือแพทย์ประเภทใช้แล้วทิ้ง

    ถุงมือตรวจโรค เป็นถุงมือที่ใช้อย่างแพร่หลาย มีหน้าที่ป้องกันผู้ป่วย หมอและพยาบาล บทความนี้จะช่วยให้เรารู้จักถุงมือชนิดนี้ให้มากขึ้น

  • ถุงมือไนไตร ถุงมือยางไนไตร คืออะไร

    ถุงมือไนไตร ถุงมือยางไนไตร : เป็นอย่างไร ถุงมือไนไตรทุกวันนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยใช้กันในหลายๆวัตถุประสงค์ แต่วัตถุประสงค์หลักคือปกป้องมือของผู้สวมใส่ ทั้งจากสารพิษ สารเคมีและสารละลายต่างๆ ถุงมือยางไนไตรในปัจจุบันมีจำหน่ายหลายแบบและหลายขนาด หลาย texture โดยมีทั้งผิวหยาบและผิวเรียบ ซึ่งให้ความแตกต่างกันทั้งคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี นั่นก็เพื่อวัตถุประสงค์การใช้ที่หลากหลายนั้นเอง ดังนั้นเมื่อจะเลือกซื้อถุงมือยางไนไตร ควรพิจารณาถึงประเด็นเรื่องการป้องกัน หรือปกป้องมือเป็นหลัก ตลอดจนควรพิจารณาถึงคุณภาพ ทั้งวัสดุที่ใช้ผลิต ความหนา การแพ้ถุงมือ เป็นต้น ถุงมือไนไตร ถุงมือยางไนไตร : ทำจากอะไร

  • ถุงมือแพทย์ : ชนิดใช้แล้วทิ้ง เอาไปใช้อะไร

    ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญหลักในการผลิตถุงมือแพทย์ชนิดใช้แล้วท้ิง โดยสามารถนำไปผลิตถุงมือแพทย์มีแป้ง และถุงมือแพทย์ไม่มีแป้ง และส่วนผสมวัตถุดิบอืนของถุงมือแพทย์จะทำมาจากวัสดุธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสารเคมีอื่นๆที่ผสมลงไป เพื่อให้ได้ถุงมือแพทย์หรือถุงมือยางมา ถุงมือยางธรรมชาติชนิดใช้แล้วทิ้งนี้ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1894 หรือ พ.ศ. 2437 (100 ปีก่อน) และ W.S. Halsted เป็นนายแพทย์ชาวอเมริกันคนแรกที่สวมถุงมือแพทย์ชนิดฆ่าเชื้อเพื่อรักษาคนไข้

  • ถุงมือชนิดมีแป้งต่างจากชนิดไม่มีแป้งอย่างไร

    ถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติ หรือถุงมือยางตรวจโรค นั้นในท้องตลาด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง  และ ถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง  ซึ่งดูเผินๆแล้วคล้ายกันมาก เพราะ ออกสีขาวๆ เหมือนกัน แต่ทั้งสองแบบ มีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน ทั้งองค์ประกอบ, การใช้งาน และราคา และในบทความนี้เราจะมารู้จักถุงมือทั้ง 2 ชนิดกันครับ

  • ถุงมือไนไตร : ทนสารเคมีได้ดีกว่า

    ถุงมือไนไตร : ทนสารเคมีอะไรได้บ้าง หากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของทางเวป siamglove.com มาโดยสม่ำเสมอ จะทราบว่าถุงมือไนไตรจะมีข้อแตกต่างจากถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติหลายๆด้านเช่น เหนียวกว่า แข็งแรงกว่า ทนทานกว่า ป้องกันการแพ้ได้ดีกว่าเป็นต้น แต่โดยหลักๆแล้ว เรามักจะใช้ถุงมือไนไตร เพื่อป้องกันการอาการแพ้ และจำเป็นต้องใช้งานที่ต้องสัมผัสสารเคมี กรด เบส แอลกอฮอล์ น้ำมัน ไขมันต่างๆ ทางเวปได้เคยเขียนบทความถึงข้อจำกัดของถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โปรตีนที่อยู่ในยางธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดการแพ้แก่ผู้สวมใส่บางคน ซึ่งโปรตีนนั้นในอาจสัมผัสร่างกายของผู้สวมใส่ได้ทั้งทางผิวหนังและทางระบบหายใจ หากผู้ที่มีอาการแพ้โปรตีนสวมใส่ ก็อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในระดับต่างๆ ตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งมีตั้งแต่ เป็นผื่นแดง คัน เป็นตุ่ม จนถึงอาการหืดหอบ หรือช๊อกได้ นอกจากขจัดปัญหาเรื่องการแพ้ยางแล้ว ถุงมือไนไตร ยังทนต่อสารเคมีได้มากชนิดทั้งกรด เบส ไขมัน น้ำมันต่างๆ ซึ่งหากนำถุงมือแพทย์จากยางธรรมชาติไปสัมผัส อาจเกิดการละลายได้ (หากสารละลายนั้นเข้มข้นเกินไป)

  • ถุงมือไนไตรกับกระบวนการแปรรูปสุกร

    สุกร (swine) ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญมากในประเทศไทย ชาวไทยบริโภคสุกรเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีปริมาณมากพอที่จะส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้แก่กระเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปีอีกด้วย และการส่งออกสุกรนั้น สร้างรายได้ให้กับผู้เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆของ ห่วงโซ่อุปทานนี้ไม่น้อยในแต่ละปี ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จนถึงผู้ค้าปลีกเนื้อสุกรในตลาด รวมถึงผู้ค้าผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคสุกรและการเลี้ยงสุกรอีกด้วย ทั้งนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอีกประเภทที่เราจะขาดเสียไม่ได้เลย ก็คือผู้ชำแหลและแปรรูปสุกร ซึ่งหากปราศจากขั้นตอนนี้แล้ว เราคงจะไม่มีเนื้อหรือส่วนต่างๆเอาไว้บริโภคเป็นแน่ และกระบวนการนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการฆ่าและชำแหละเป็นชิ้นๆ การชำแหละและแปรรูปสุกรที่ถูกต้อง จะต้องคำนึงถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคและธรรมาภิบาลในการดูแลสัตว์อย่างถูกต้องตามหลักการและมาตรฐานอื่นๆที่จำเป็นอีกด้วย ปัจจุบันมีโรงงานผลิตและแปรรูปสุกรจำนวนมากกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ โดยหลักการแล้วเราอาจสงสัยว่าโรงงานหรือกระบวนการแปรรูปสุกรที่มีคุณภาพนั้นเป็นอย่างไร กระบวนการแปรรูปสุกร ก่อนที่เราจะนำสุกรมาผ่านการแปรรูป เราต้องควบคุมคุณภาพเนื้อสุกรตั้งแต่เริ่มต้น ต้องเริ่มตั้งแต่การผสมพันธุ์ โดยในปัจจุบันจะใช้การผสมเทียม ฉีดน้ำเชื้อเข้าไปที่ตัวแม่พันธุ์ และรอจนกระทั่งแม่สุกรคลอดลูกสุกรออกมา ในคราวหนึ่งจะคลอดประมาณ 10 ตัว หลังจากที่ลูกสุกรอยู่กับแม่สุกรไประยะหนึ่ง ก็จะแยกตัวลูกออกมาเลี้ยงในโรงอนุบาลลูกสุกรต่างหาก จนลูกสุกรเติบโตได้ขนาดที่เหมาะสมแล้ว ก็จะส่งไปโรงขุนเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้น้ำหนักที่ต้องการ เมื่อได้น้ำหนักที่ต้องการแล้ว ซึ่งปัจจุบัน จะอยู่ที่ประมาณตัวละ 100 กิโลกรัม ก็จะทำการขายสุกรนั้นออกไปให้แก่โรงชำแหละ